กลับมาจาก camping เมื่อวาน เหนื่อยมากกกกกกกกก หนาวมากกกกกกก แต่ก็สนุกดี เหมือนได้รำลึกความหลังเวลาไป camping กับพลอยเลย
ถ่ายรูปมาไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะหมีไม่ค่อยชอบถ่ายรูปอ่ะ เวลาก็มองอยู่นั่นแหละว่า ถ่ายไรวะ แล้วเราเป็นประเภทถ่ายรูปไร้สาระ ชอบถ่ายรูปบรรยากาศข้างทาง อยากถ่ายอะไรก็ถ่าย แต่ด้วยความที่กล้องไม่ดี ทำให้ฝีมือที่ไม่ดีอยู่แล้วยิ่งออกมาแย่กว่าเดิม
Camping Day One
ตื่นมาจัดกระเป๋าแต่เช้า เพราะเมื่อคืนไม่ได้จัด พอออกจากอินเตอร์เนท หมีก็กลับมาบ้านพอดี ฮ่าๆๆๆ
ตอนจัดกระเป๋าเราโหมเอาเสื้อกันหนาวใส่ไปสองตัว กางเกงนอนหนาๆ หนึ่งตัว ผ้าห่มชมพูคู่ชีพ ถุงเท้าธรรมดาสามคู่ ถุงเท้าฟูหนาหนึ่งคู่ หมีมาเห็นกรี๊ดบอกว่า จะขนอะไรไปกันมากมาย ไปแค่สามวันเองนะ
เพราะเตรียมตัวไม่ดี เลยลืมนู่นนี่นั่นมากมาย
ลืมแว่นกันแดด มานึกได้ตอนไปเติมน้ำมันแถวบ้าน เลยแวะกลับมาเอาที่บ้าน
ลืมจานกับส้อมพลาสติกที่ซื้อมาเตรียมไว้ที่บ้าน ต้องแวะซื้อที่ Woolworth's ตรง Redbank
ตอนไปเราก็แวะกันไปเรื่อยๆ ตลอดทาง ตอนแรกว่า จะแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านพี่นิด แต่ติดต่อพี่นิดไม่ได้ เลยไม่ไปแล้ว หมีพาไปแวะทาน Yatala Pie ที่ใครๆ ร่ำลือว่า เป็นพายที่อร่อยมากกกกก
ร้านน่ารักดี ออกแนวโบราณๆ บ้านๆ คนเยอะมาก
เรากับหมีสั่งมาสองอย่าง มาแบ่งกัน พายชิ้นใหญ่ว่ะ ใหญ่ขนาดชามก๋วยเตี๋ยวได้

Pepper Steak Pie

Thai Chicken & Veg Pie (ทานแล้วไม่รู้ว่า มันไทยตรงไหนฟะ)

บรรยากาศที่ร้าน
ทานแล้ว เรากับหมีว่า ไม่อร่อยอย่างที่เขาลือกัน เค็มมากกก มาทานหนแรกและหนเดียวพอ
สรุปว่า อิ่มแต่ไม่อร่อย
ขับรถตามป้ายไปเรื่อยๆ วิวชนบทข้างทางสวยดี ดูแล้วเพลินๆ (แถวบ้านตัวเองบ้านนอกไม่พอ???) ไปเจอ Information Center ที่ Canungra ก็แวะถามกันว่า Green Mountain ที่จะไปกัน อยู่อีกไกลไหม ป้าเจ้าหน้าที่ (ทำไมเจ้าหน้าที่ที่ Information Center ถึงต้องเป็นคนแก่อยู่ร่ำไป?) บอกว่า ขับรถไปอีกประมาณ 45 นาที
ทางขึ้นไป Green Mountain เหมือนทางขึ้นปายเลย วนเวียนคดเคี้ยว ระยะทางแค่ 30 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาขับร่วมชั่วโมง ถนนบางช่วงแคบมากๆๆ รถสวนกันแบบพอดีเด๊ะ แอบหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะอีกข้างนึงเป็นหน้าผาอ่ะ
พอนั่งรถไปตามทางคดเคี้ยว สักพักเราก็เริ่มออกอาการเดิม ง่วง ฮะ (คนทั่วไปเขาเมารถกันใช่ป่ะ?) หาวไม่หยุด
ขับไป เจอร้านกาแฟข้างทาง เลยให้หมีจอด ขอดื่มกาแฟเรียกสติหน่อยเหอะ
ร้านชื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่เรากับหมีเรียกว่า Alpaca Cafe' เพราะเขามีส่วนหนึ่งเป็นฟาร์ม alpaca (ญาติลามะ) ร้านน่ารักมาๆๆ มีระเบียงยื่นออกไปตรงเนินเขา เห็นวิวสวย เลยกระแดะออกไปนั่งตากแดด ดื่มกาแฟ นั่งไม่นานเท่าไหร่ แต่ก็โดนแดดเผามาเรียบร้อยทั้งคู่ >__<"


alpaca farm

วิวสวยเนอะ

หมีโดนบังคับให้ถ่ายรูป

อากาศดี วิวดี มีความสุข
ดิ่มกาแฟเสร็จ ก็ขับรถกันต่อ ไม่นานก็ถึง Green Mountain ที่จุดกางเต้นท์มันเป็นทางการมากๆ มียก platform สำหรับเป็นที่กางเต้นท์แต่ละอัน ราดด้วยอะไรก็ไม่รู้ มันก็เป็นระเบียบเรียบร้อยดีอ่ะ แต่เวลานอนไม่นุ่มก้นเหมือนเวลาเราไปเลือกที่กางเต้นท์ตามใจชอบเอง
คนที่มาพักรายอื่นๆ ดูเป็น professional camper กันมาก เต้นท์ใหญ่โคตรๆ มีเตาแก๊ส มีอุปกรณ์ทำอาหารมาเพรียบพร้อม
บริเวณที่กางเต้นท์ก็มี wallaby กระโดดไปมา มี bush turkey เดินขวักไขว่อย่างไม่กลัวคน ธรรมชาติมากๆ
ช่วยกันขนของลงจากรถแล้วมากางเต้นท์กัน กางรอบแรกออกมาแปลกๆ เลยรื้อแล้วกางใหม่อีกรอบ หนนี้ออกมาด้วยดี :D

เต้นท์ใหญ่มาก เห็นม่านกั้นระหว่างครึ่งไหม?
กางเต้นท์เสร็จก็นอนกลิ้งเกลือกๆ ขี้เกียจกันอยู่สักพัก เห็นคนเดินไปอาบน้ำไม่ขาดสาย (ตอนนั้นบ่ายสามโมงกว่าๆ เอง) แต่กว่ามาได้สติว่า ควรจะอาบน้ำแต่หัววันก็ตอนเกือบๆ ห้าโมง
รื้อของจะไปอาบน้ำ ถึงได้รู้ว่า ลืมเอาผ้าเช็ดตัวมาง่ะ ><"
ไปอาบน้ำ หนาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจสร้างห้องน้ำให้ลมโกรกมาเป็นพิเศษหรืออย่างไร ลมโกรกสุดๆ พอปิดน้ำปุ๊บก็หนาวปั๊บเลย หนาวสั่น
พออาบน้ำเสร็จกัน ก็ออกไปสำรวจ O'Reiley กัน เรากับหมีเข้าใจว่า O'Reiley เป็นเมือง (จริงๆ เรานั่นแหละ ส่วนหมีเชื่อเราสนิทใจ) เอาเข้าจริงๆ O'Reiley กลายเป็นรีสอร์ทไฮโซ (คืนละ 250 เหรียญ) ที่ตั้งอยู่ใกล้กับ camp site ช่างตอกย้ำให้เห็นถึงความแตกต่างเสียนี่กระไร
เรากับหมีเลยถือโอกาสเดินไปเข้าห้องน้ำที่ O'Reiley กันบ่อยๆ เนื่องจากห้องน้ำที่ camp site เป็นระบบส้วมหลุม
ฮ่าๆๆๆ
คืนแรกเราทานอาหารเย็นกันที่ coffee shop ของ O'Reiley อาหารรสชาติโอเค แต่ราคาไม่ค่อยน่าคบหาสักเท่าไหร่
ตอนเข้านอน หมีมาเย้ยเราว่า swag ของหมีนอนสบายกว่าถึงนอนของเราเป็นไหนๆ เพราะ swag มีเบาะนุ่มๆ ติดมาด้วย เข้านอนได้ไม่นานลมพัดกรรโชกแรงมากกกกกกกก ประหนึ่งว่าอยู่ท่ามกลางพายุ มีแต่ลม ไม่มีฝน เต้นท์ยังยืนหยัดอยู่ได้ แสดงว่า เราก็ตั้งเต้นท์ได้แข็งแรงดีไม่น้อย
ยิ่งตกดึกยิ่งหนาว ตอนแรกเรานอกเอาหัวออกมานอกถุงนอน ตื่นมากลางดึก เราลงไปมุดอยู่ในถุงนอนทั้งตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ส่วนหมีผู้ซึงไม่เคยหนาวก็นอนหนาวสั่นทั้งคืน
ถุงนอนไม่สบายเท่า swag แต่เรื่องอุ่นกว่านี่รับประกัน :D
Camping Day Two
ตื่นมาแบบงัวเงียๆ นอนหลับแต่ไม่สนิททั้งคืน เพราะหนาว ลมที่พัดโหมกระหน่ำเหมือนคืน พอตอนเช้าแดดออก ก็หายไปหมด แปลกดี
แต่งตัวเสร็จก็ขนของขึ้นรถ (เดินไปก็ได้ แต่เรางอแงไม่อยากเดินถือของพะรุงพะรัง) ไปทำ BBQ อาหารเช้ากันตรงข้ามรีสอร์ทไฮโซ หมีต้มน้ำร้อนในกระติกน้ำร้อนแบบพกพา ใช้เวลาต้มนานมากๆ แต่ก็ได้น้ำร้อนมาชงกาแฟสมใจ ^__^

โต๊ะทานอาหารเช้า

เริงร่ากับแดดอุ่นๆ ยามเช้า

หมีทำความสะอาดเตาหลังทำอาหารเสร็จ
ทานอาหารเช้าเสร็จ ขนของกลับเต้นท์แล้วเตรียมตัวไปเดินป่ากัน เลือกเส้นทางเดินง่ายๆ ไม่ไกลจากที่พักมาก จุดเริ่มต้นห่างออกไปแค่เกือบๆ กิโลเมตรเอง
เส้นทางแรกเดินไปจุดชมวิวก่อน ระหว่างทางก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เส้นทางนี้ง่ายๆ คนพิการสามารถเข็นเราเข้ามาถึงจุดชมวิวได้ เดินไปประมาณ 3.1 กิโลเมตร

บนต้นไม้มีกาฝากใหญ่ยักษ์เกาะอยู่เต็มไปหมด

วิวน้ำตกจากจุดชมวิว

ภาพแดดส่องสอดต้นไม้ที่เห็นบ่อยๆ เวลาเดินเข้าป่า

กับต้นไม้อดทน

ต้นไม้ต้นเมื่อกี้แหละ โดนไฟไหม้ขนาดนั้น ยังไม่ตาย แถมโตดีด้วย
เส้นทางที่สองเดินไปน้ำตก ระยะทาง 2.2 กิโลเมตรทางเดินลำบากกว่าเส้นทางแรกเล็กน้อย ไต่ลงเขาไปเรื่อยๆ ทางเดินเฉอะแฉะ ตอนเดินไปก็คิดไปว่า ตอนขึ้นมาต้องตายแน่ๆ เลย เพราะมันลงไม่หยุดหย่อน
ทางไปน้ำตกที่นี่ก็แปลกดี ปกติที่เมืองไทยเวลาไปน้ำตก ส่วนใหญ่เราจะเดินไปจนถึงด้านล่างของน้ำตกใช่ป่ะ แล้วก็เห็นน้ำตกสาดตูมๆๆ ลงมา แต่ที่นี่เดินไปบนยอดน้ำตกว่ะ มองไม่เห็นน้ำตกที่ตกลงไปแม้แต่น้อย >__<"

ระหว่างทางเดินไปน้ำตก ใกล้เข้ามาแล้ว

ต้นน้ำมันไหลเอื่อยๆ แค่นี้แหละ ไม่ได้อลังการแต่อย่างไร

ต้นเฟิร์นระหว่างทาง ชอบๆๆ ใบอ่อนๆ มีขน ขดเป็นวงกลมๆ เหมือนหนอนเลย
เดินไปถึงน้ำตก ก็เห็นทางเดินไปอีกทางนึง แต่มันไม่อยู่ในแผนที่ หมีอยากเดินไป เรากลัวหลงป่า หมีเลยโทรศัพท์ไปถาม park ranger ว่า ทางที่ว่ามันไปไหน
คำตอบที่ได้ คือ มันเป็นทางที่เชื่อมกับถนนที่กลับไปรีสอร์ทไฮโซ เขาเอาไว้ขับรถ 4WD รับส่งคนที่มาพักรีสอร์ทไฮโซมายังจุดชมวิว (คุยกับหมีว่า รีสอร์ทแบบนี้เหมาะกับคุณนายแม่เป็นที่สุด) เดินตามถนนไปเรื่อยๆ ก็กลับไปถึงรีสอร์ทไฮโซ ไม่หลงหรอก
หมีเลยชักชวนให้ไปทางที่ว่ากัน
แล้วก็เหมือนทุกครั้งที่หาความลำบากใส่ตัวเอง อีถนนสำหรับรถ 4WD เนี่ยทุลักทุเลมาก บางช่วงเป็นโคลนเละเชียว บางช่วงมีลำธารไหลผ่านต้องกระโดดข้ามหินกัน ที่สำคัญ แดดร้อนโคตร มองขึ้นไปบนยอดเขาเห็นรีสอร์ทไฮโซอยู่ลิบๆ ช่างบั่นทอนกำลังใจเสียนี่กระไร
ช่วงนี้ไม่มีรูปมาให้ดู เพราะมัวแต่เหนื่อยอยู่ ไม่มีอารมณ์ถ่าย
พ้นจากทางรถ 4WD เราก็เดินมาถึง walking track อีกอันนึง เป็นอันที่เดินกลับไปที่รีสอร์ท เดินขึ้นตลอดเลย T__T ยิ่งเดิน เรายิ่งเดินช้าลงเรื่อยๆ มารู้ว่า ทำไมเหนื่อยนักก็ตอนที่หยุดพักแล้วหยิบขวดน้ำออกมา
ปกติเราจะพอแต่ขวดน้ำเล็กๆ ของเรา 0.5 ลิตร แต่พอมีหมีมาด้วยต้องแบกน้ำหมีด้วยฮ่ะ ของคุณหมีแค่ 1.5 ลิตรเอง ถ่วงโคตรๆ คราวหน้าแยกเป้ใครเป้มันแล้วกันนะหมีนะ
เดินๆ หยุดๆ ไปตลอดทาง ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ (พยายามให้ไม่คิดว่า เหนื่อยเฟ้ย) ช่วงที่ใกล้ๆ ถึงรีสอร์ท จะเริ่มเห็นผู้คนเดินลงมา มีเด็กเล็กๆ ลงมาด้วย เราก็จะเริ่มฮึกเหิมว่า มันคงอีกไม่ไกลเท่าไหร่ แล้วก็เดินต่อไป

นั่งบนเถาวัลย์

ต้องข้ามสะพานแขวนด้วย หมีนิสัยไม่ดี แกว่งสะพานใหญ่เลย

เหนื่อยแล้วซีดแต่พยายามเริง (เทียบกับรูปเมื่อวานหรือเมื่อเช้าจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน)

ต้นไม้ใหญ่มากล้มอยู่ข้างทาง ดูจากขนาดคิดว่า อายุคงไม่ต่ำกว่า 300 ปี
ในที่สุดก็เดินมาถึงรีสอร์ทไฮโซ แวะเข้าห้องน้ำแล้วก็กลับเต้นท์กัน พบว่าเดินกันอยู่สี่ชั่วโมงเต็มๆ เก็บของสักพักก็ขับรถลงไปทานอาหารกลางวันที่ Alpaca Cafe' ทางร้านเขาเรียกว่า light lunch ซึ่งเรามองแล้วก็ไม่เห็นว่า จะเบาตรงไหน สั่งมาสองอย่างแบ่งกันคนละครึ่ง

Nachos อร่อยมากแต่อ้วนโคตร

Beef Burger ใหญ่กว่าหน้าเราอีก
ราคาอาหารที่ Alpaca Cafe' ถูกกว่าที่รีสอร์ทไฮโซครึ่งนึง และปริมาณมากกว่า
จากนั้นขับรถลงไปเตร็ดเตร่อยู่ใน Canungra กัน ไปแวะดูนู่นนี่แล้วนั่งเล่นกันอยู่ใน Canungra รอทานอาหารเย็น เราบอกหมีว่า สงสัยวันนี้ต้องไม่ได้อาบน้ำแน่ๆ เลย เพราะกว่าจะกลับไปก็คงมืดแล้ว มันต้องหนาวมากๆ เรายอมสกปรกหนึ่งวัน หมีทำเป็นข่มบอกว่า ยังไงๆ กลับไปหมีก็จะอาบน้ำ
ไปทานอาหารเย็นกันที่ RSL เราขอทานอาหารเอเชีย เพราะเจออาหารฝรั่งมา 5 มื้อติดๆ กัน จะแหวะอยู่แล้ว อาหารเอเชียฝรั่งทำ ไม่เหมือนแต่ก็พอแก้ขัดไปได้
ออกมาจาก RSL ตอนหนึ่งทุ่ม อุณหภูมิอยู่ที่ 10 องศา (ยังไม่ใช่ช่วงที่หนาวสุด) หมีหันหน้ามาหัวเราะแหะๆ แล้วบอกว่า หมีเปลี่ยนใจแล้วไม่อาบน้ำดีกว่า (โด่.... ไม่แน่จริงนี่หว่า)
กลับไปถึงเต้นท์รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว เพราะหนาวมาก เราใส่เสื้อกันหนาวสองชั้น ตัวสีฟ้าๆ กับตัวสีเทาที่เอาไว้ใส่นอน ใส่แล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแหนมยังไงก็ไม่รู้ ใส่ถุงเท้าสองชั้น หมีผู้ซึ่งไม่เคยหนาวใส่เสื้อกันหนาวกับถุงเท้า แปรงฟันเสร็จรีบเอาตัวแทรกเข้าไปในถุงนอน ลงไปนอนมุดเป็นดักแด้เหมือนเคย
คืนนี้ลมไม่แรง แต่หนาวกว่าคืนก่อนเสียอีก (หมีบอก เพราะหมีตื่นมาหนาวกลางดึก)
Camping Day Three
ตื่นมาสบายๆ ถุงนอนที่ซื้อมานี้ดีจริงๆ อุ่นมากๆๆ แต่งตัวแล้วเก็บของขึ้นรถกัน กะว่า ทานอาหารเช้าเสร็จแล้วจะขับรถกลับบ้านกันเลย
กำลังจะออกจาก camp site กันอยู่แล้ว เพิ่งนึกได้ว่า ยังไม่ได้ถ่ายรูปห้องน้ำที่ว่ามาให้ดูกัน มันเป็นระบบส้วมหลุมอ่ะ แต่สะอาดนะ ไม่เหม็นด้วย ที่ไม่ชอบเข้าก็เพราะมันไม่สบายเหมือนห้องน้ำทั่วไปเท่านั้นแหละ

ห้องน้ำ

ป้ายอธิบายวิธีการเข้าห้องน้ำ
ไปที่ทำ BBQ เหมือนเดิม มีคนอีกคู่นึงมาทำตรงเตาตรงข้าม เขาเอาอุปกรณ์มาไม่พร้อมหมีเลยเข้าไปช่วย แล้วก็เจอชวนคุยยาว
ทานอาหารเช้าเสร็จแวะไปถ่ายรูปรีสอร์ทไฮโซมาให้ดูกัน

ตรงทางเข้าหลัก

Reception Hall & Function Area

Little Church, usually for wedding ceremony

Information Center
ลงจากเขาแล้วขับไป Tamborine Mountains กัน ระหว่างทางมีอะไรแปลกๆ ให้เห็นด้วย เวลามีทางลาดชัน เขามีบอกด้วยนะว่า ลาดชันกี่องศา มีช่วงนึงถนนแคบมากแบบรถไม่สามารถแล่นผ่านกันได้ เขาเลยเอาไฟจราจรมาติด

ไฟจราจรกลางป่า
แวะพักกันที่ Tamborine Mountains ไปแวะทานกาแฟกับเค้ก แวะโรงงานทำชีส ชิมชีส ไม่รู้ว่า รสนิยมไม่ถึงหรืออย่างไร เราว่า มันไม่อร่อยง่ะ
คุยกับหมีว่า คราวหน้าเรามา camping ที่ Tamborine Mountains ดีกว่า มีอะไรๆ ให้ทำมากกว่า
ก่อนถึงบ้านเรางีบมาในรถด้วย ถึงบ้านก็งัวเงียๆ ลงมาอาบน้ำ สระผม แล้วเอาหัวไสเข้าเตียง หลับไปสองชั่วโมงได้
อัพไดอารี่หน้านี้แล้วคงหายไปสักพักนะ ไปเป็นเด็กดีเรียนหนังสือและหางานก่อน :)